ข้อมูล” กำลังเป็นสิ่งมีค่ามากกว่า “น้ำมัน”
“ข้อมูล” กำลังเป็นสิ่งมีค่ามากกว่า “น้ำมัน” /โดย ลงทุนแมน
หากเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่า ราคาน้ำมันจะดิ่งลงมากขนาดนี้
เพราะเรารู้กันดีว่า น้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ดังนั้นน้ำมันน่าจะมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ
เพราะเรารู้กันดีว่า น้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ดังนั้นน้ำมันน่าจะมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ
แต่โควิด-19 ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าความเชื่อนั้นไม่เป็นจริงเสมอไป
เพราะในวันที่คนออกจากบ้านน้อยลง เดินทางน้อยลง
เพราะในวันที่คนออกจากบ้านน้อยลง เดินทางน้อยลง
น้ำมันที่เคยมีค่าในวันนั้น
กลับกลายเป็นของที่ผลิตได้มากล้น จนเกินกักเก็บได้
กลับกลายเป็นของที่ผลิตได้มากล้น จนเกินกักเก็บได้
แล้วในตอนนี้ มีทรัพยากรอะไรที่ “มีค่า” มากกว่าน้ำมัน?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
เป็นเรื่องประหลาดที่สิ่งที่มีค่ามากกว่าน้ำมันนั้น
มีคุณสมบัติตรงข้ามกับน้ำมัน
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ deep content ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
เป็นเรื่องประหลาดที่สิ่งที่มีค่ามากกว่าน้ำมันนั้น
มีคุณสมบัติตรงข้ามกับน้ำมัน
เพราะเป็นทรัพยากรที่ไม่มีวันหมด และดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถึงแม้มันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไร
คุณค่าของมันกลับไม่ได้ลดลงเหมือนทรัพยากรทั่วไป
แถมสิ่งนี้ไม่ได้มีตัวตนจับต้องได้
ล่องลอยไปในอากาศ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้ประโยชน์จากมันให้มีประสิทธิภาพที่สุด
แต่ถึงแม้มันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไร
คุณค่าของมันกลับไม่ได้ลดลงเหมือนทรัพยากรทั่วไป
แถมสิ่งนี้ไม่ได้มีตัวตนจับต้องได้
ล่องลอยไปในอากาศ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้ประโยชน์จากมันให้มีประสิทธิภาพที่สุด
ทรัพยากรที่ว่านั้นก็คือ “ข้อมูล” นั่นเอง..
ถ้าเราลองดูบริษัทที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในปี 2019 เราก็จะพบว่า
Amazon มีมูลค่าบริษัท 30 ล้านล้านบาท
Google มีมูลค่าบริษัท 28 ล้านล้านบาท
Facebook มีมูลค่าบริษัท 16.6 ล้านล้านบาท
Amazon มีมูลค่าบริษัท 30 ล้านล้านบาท
Google มีมูลค่าบริษัท 28 ล้านล้านบาท
Facebook มีมูลค่าบริษัท 16.6 ล้านล้านบาท
บริษัทอันดับต้นๆ ของโลก ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน
นั่นคือ เป็นบริษัทเทคโนโลยี
นั่นคือ เป็นบริษัทเทคโนโลยี
สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้กับธุรกิจเทคโนโลยีนั้น
ไม่ใช่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
หรือฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานเท่านั้น
ไม่ใช่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
หรือฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานเท่านั้น
แต่มันคือ “ข้อมูล” ของผู้ใช้งาน
Google รู้ว่าเราอยากหาข้อมูลอะไร
Facebook รู้ว่าเราชอบเสพเรื่องราวประเภทไหน
Amazon รู้ว่าเราอยากซื้อเสื้อผ้าหรือสินค้าแบบไหน
Facebook รู้ว่าเราชอบเสพเรื่องราวประเภทไหน
Amazon รู้ว่าเราอยากซื้อเสื้อผ้าหรือสินค้าแบบไหน
เพียงเท่านี้ บริษัทเหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์มหาศาลจากข้อมูลของเรา
โดยนำข้อมูลการใช้งานของเราไปวิเคราะห์และประมวลผล
ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงตัวตนของเราได้ง่ายขึ้น
โดยนำข้อมูลการใช้งานของเราไปวิเคราะห์และประมวลผล
ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงตัวตนของเราได้ง่ายขึ้น
จากนั้นก็จะนำเสนอข้อมูล สินค้า หรือออกแบบผลิตภัณฑ์
ที่เราน่าจะสนใจและตรงกับความต้องการของเรา
รวมถึงทำการตลาดที่เหมาะสมกับตัวตนของเรามากขึ้น
ที่เราน่าจะสนใจและตรงกับความต้องการของเรา
รวมถึงทำการตลาดที่เหมาะสมกับตัวตนของเรามากขึ้น
หรือแม้แต่มีผลต่อความคิดเห็นทางการเมือง
ตัวอย่างก็คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในปี 2016
ชัยชนะของดอนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้เหมือนการเลือกตั้งในครั้งก่อนๆ
แต่เป็นชัยชนะโดยใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์และประมวลผลอย่างดีแล้วใช้มันในการหาเสียง
ชัยชนะของดอนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้เหมือนการเลือกตั้งในครั้งก่อนๆ
แต่เป็นชัยชนะโดยใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์และประมวลผลอย่างดีแล้วใช้มันในการหาเสียง
ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ประโยชน์จากข้อมูลของเรา
ส่วนเราก็อาจจะได้ผู้ช่วยที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของเราได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนเราก็อาจจะได้ผู้ช่วยที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของเราได้ดียิ่งขึ้น
แต่นั่นก็เป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายความเป็นส่วนตัวของเราเช่นกัน
เพราะกลายเป็นว่าเราจะไม่หลงเหลือความเป็นส่วนตัวในชีวิตเลย..
เพราะกลายเป็นว่าเราจะไม่หลงเหลือความเป็นส่วนตัวในชีวิตเลย..
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น